NEWS ニュース

มุมมองของเคอิชิโร โคอิซุมิ: การเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดจีนและ Thailand Plus One

2,622 views

 

ประเทศที่มีรายได้ต่ำในอาเซียนได้เป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยหนี่งที่สำคัญก็คือ ประเทศเหล่านี้ยังคงรักษาอัตราการเติบโตควบคู่กับค่าแรงต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านไว้ได้ และห่วงโซ่การผลิตใหม่ของบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น ก็คือ Thailand Plus One ที่กำลังเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง

กัมพูชา ลาว และเมียนมาร์กำลังได้รับความสนใจเพราะเป็นเสมือนพรมแดนสุดท้ายของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทั้งสามประเทศนี้รวมถึงเวียดนามถือได้ว่าเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียนผู้มาทีหลัง หรือ ASEAN-4

โดยในช่วงทศวรรษที่ 1990 ประเทศเหล่านี้มีระดับรายได้ต่ำกว่าประเทศสมาชิกอื่นๆ หรือ ASEAN-6 อันได้แก่ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ โดยในปี 2011 ประเทศ ASEAN-6 มี GDP รายหัวโดยเฉลี่ย 4,446 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ประเทศ ASEAN-4 มี GDP รายหัวโดยเฉลี่ยเพียง 923 เหรียญสหรัฐ

อย่างไรก็ตามการคำนวนอัตราการเติบโตของ GDP แสดงให้เห็นว่า ประเทศเหล่านี้มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดกว่าประเทศ ASEAN+6 และคาดว่าจะเป็เช่นนี้ต่อไปอีก 5 ปี โดยอำนาจเบื้องหลังของการเติบโตในระดับสูงนี้ มาจากการลงทุนโดยตรงและเงินทุนจากต่างประเทศในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) 

ในอดีตเชื่อว่า ยิ่งอัตราการออมภายในประเทศสูงขึ้น ก็จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจของประเทศที่มีรายได้ต่ำ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์เพื่อให้สามารถรักษาอัตราการเติบโตที่สูงได้ อย่างไรก็ตามการพัฒนาทางเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติจำนวนมากไหลเข้าสู่ประเทศรายได้ต่ำ ตราบเท่าที่รัฐบาลมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน การขาดเงินทุนภายในประเทศจะไม่สามารถขัดขวางการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศรายได้ต่ำได้ 

ยิ่งไปกว่านั้น จากการศึกษาของ JETRO แสดงให้เห็นว่า ระดับค่าแรงในจีนและประเทศเศรษฐกิจใหม่ทั้งหลายที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นนั้น ค่าแรงในประเทศ ASEAN-4  ยังคงต่ำกว่าจีน และ ASEAN-6 อย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นภายใต้เงื่อนไขของการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานภายใต้โครงการพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (the Greater Mekong Sub-region development project) ทำให้มีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้นที่จะสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ “Thailand Plus One” ซึ่งจะสามารถเชื่อมค่าแรงราคาถูกในกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์กับภาคอุตสาหกรรมของไทยได้

นอกจากจะมีโครงการพัฒนาภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งในปี 2011 ที่ผ่านมาได้ดำเนินโครงการไปแล้วกว่า 55 โครงการ ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ยังมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ ได้แก่ North-South Economic Corridor, East-West Economic Corridor และ Southern Economic Corridor ซึ่งใกล้จะแล้วเสร็จ

ดังนั้นบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ และโรงงานผลิตสินค้าบริโภคจำนวนหนึ่งได้ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่าบริเวณชายแดนของไทย เช่น จังหวัดสวรรณเขต ของประเทศลาว, เกาะกง, และปอยเปต ในกัมพูชา 

ขณะที่ในพม่ายังไม่มีกิจกรรมการผลิตใดเนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการการพัฒนาสู่ประชาธิปไตย และดำเนินนโยบายเปิดประเทศ อย่างไรก็ตามการเร่งการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมใกล้ชายแดนไทยตามเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจ 

และเมื่อพิจารณาจำนวประชากรแล้วพบว่า ในลาวและกัมพูชามีจำนวนประชากรวัยแรงงานขาดแคลนและมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มค่าแรงในอนาคต ขณะที่ในเมียนม่าร์มีการเพิ่มขึ้นของแรงงานเด็ก/วัยรุ่นซึ่งมีศักยภาพ

และตามการคาดการณ์ประชากรโลกของ U.N. พบว่า ในปี 2010 จำนวนแรงงานในประเทศไทย ที่อยู่ในกลุ่มอายุ 15 - 29 ปี มีจำนวน 14.1 ล้านคน ขณะที่ ในกัมพูชามีจำนวน 4.7 ล้านคน, ในลาว มีจำนวน 2.1 ล้านคน แต่ในเมียนมาร์มีถึง 14.4 ล้านคนซึ่งใกล้เคียงกับประเทศไทย

เมื่อมองไปในอนาคต ต้นทุนการขนส่งจะยิ่งถูกลงเนื่องจากการยกเลิกภาษีศุลกากรในประเทศลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ รวมถึงมีแนวการปฏิบัติแบบ One-stop service เช่นเดียวกันทุกประเทศในปี 2015 เพื่ออำนวยความสะดวกแก่กระบวนในการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่างประเทศสมาชิก

รัฐบาลไทยได้ทบทวนแผนการลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านล้านบาท สำหรับการพัฒนาสาธารณูปโภคให้เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านให้แล้วเสร็จในปี 2020 ยิ่งไปกว่านั้น ในมุมมองระยะกลางและระยะยาว ผลลัพธ์จากโครงการพัฒนาท่าเรือทวายในเมียนมาร์จะเป็นจุดแข็งสำคัญสำหรับความแข็งแกร่งด้านการแข่งขันของ Thailand Plus One

นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าเรือได้ถูกวางแผนไว้แล้วที่ทวาย ถ้าสามารถเชื่อมเส้นทางหลักนี้ได้จะสามารถส่งออกสินค้าได้โดยตรงไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และอัฟริกา แทนการใช้เส้นทางการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบมะละกาในปัจจุบัน

ถนนที่เชื่อมต่อระหว่างทวายและกรุงเทพถูกมองว่าเป็นส่วนขยายของระเบียงเศรษฐกิจทางใต้ และจะยิ่งดียิ่งขึ้นถ้าสามารถสร้างเส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมทวายสู่นครโฮจิมินและกรุงพนมเปญ

นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ได้เดินทางเยือนเมียนมาร์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและสัญญาว่าจะให้เงินช่วยเหลือเมียนมาร์ 90,000 ล้านเยน อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าอะไรคือเป้าหมายของการให้เงินช่วยเหลือในครั้งนี้ แต่หวังว่าจะช่วยพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานของเมียนมาร์ซึ่งจะส่งผลต่อการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของนิคมอุตสาหกรรมในไทยที่ภาคธุรกิจของญี่ปุ่นตั้งอยู่

 

 

------------------

This news was published on August 21, 2013.

Source of news: http://ajw.asahi.com/article/views/AJ201308210030

Source of Picture "GMS Southern Corridor": http://www2.irrawaddy.org/article.php?art_id=22109 

 

Login