ชัยชนะตกเป็นของพรรครัฐบาลผสมที่ยึดกุมสภาสูง

พรรครัฐบาลผสมของญี่ปุ่นได้รับชัยชนะโดยครอง 76 ที่นั่งในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการครองเสียงข้างมากในสภาสูง ทั้งนี้ชัยชนะดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นการรับรองนโยบายทางเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ และถ้าพรรครัฐบาล ที่นำโดย LDP สามารถผ่านนโยบายการขึ้นอัตราภาษีและความท้าทายทางการเมืองไปได้จะทำให้อาเบะมีเสถียรภาพในการดำเนินนโยบายที่ได้เสนอไว้
ชัยชนะของพรรค LDP ทำให้ อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่นำพรรคประสบความสำเร็จโดยครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา
พรรคฝ่ายค้านอันได้แก่ พรรค DPJ ซึ่งเคยครองที่นั่งจำนวน 44 ที่นั่งกลับได้รับการเลือกตั้งเพียง 11 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นสถิติต่ำมากสำหรับพรรค
การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่มีการรณรงค์การเลือกตั้งทางอินเตอร์เนตแต่กลับล้มเหลวในการทำให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมีสัดส่วนลดลง 5% จากการเลือกตั้งในปี 2010
ตลาดหุ้นตอบสนองต่อผลการเลือกตั้งที่เป็นไปตามความคาดหวัง โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์นิเคอิเพิ่มขึ้นภายหลังทราบผลการเลือกตั้งสองวันแรก โดยเพิ่มขึ้น 0.47% และ 0.82% ตามลำดับ และเงินเยนแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
พรรค LDP จึงกลายเป็นพรรคที่มีเสียงในสภาทั้งสิ้น 115 ที่นั่ง และพรรครัฐบาลผสมสามารถครองเสียงข้างมากในสภาสูงโดยครองที่นั่ง 76 ที่นั่งจากที่ต้องการเพียง 63 ที่นั่งเพื่อครองเสียงข้างมากในสภา เมื่อรวมที่นั่งของพรรค LDP และ New Komeito แล้ว พรรครัฐบาลผสมสามารถครองที่นั่งทั้งสิ้น 135 ที่นั่งซึ่งอาจจะสามารถคุมเสียงในสภาได้ไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไปในปี 2019
พรรค LDP แสดงความแข็งแกร่งโดยสามารถได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตถึง 29 ที่นั่งจาก 31 ที่นั่ง ขณะที่พรรค DPJ จบการแข่งขันด้วยการสูญเสียที่นั่งในจังหวัด Miyagi, Kyoto และ Hyogo
และเมื่อพิจารณาการเลือกตั้งแบบสัดส่วน พรรค LDP ได้รับที่นั่ง 18 ที่นั่ง ซึ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ขณะที่พรรค DPJ ได้ที่นั่งน้อยที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งพรรคในปี 1998 โดยพรรค Japan Restoration Party ได้ 8 ที่นั่ง, พรรค Japan Communist Party ได้ 8 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี
โดยนายอาเบะกล่าวภายหลังทราบผลการเลือกตั้งว่า จะผลักดันนโยบายและแนวยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงนโยบายอื่นๆ อย่างเร่งด่วน และมีแผนที่จะปรับคณะรัฐมนตรีในเดือนกันยายนนี้ ส่วนการดำเนินงานในด้านอื่นๆ ที่สำคัญรวมถึง การทบทวนมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับกองกำลังป้องกันตนเอง การปรับขึ้นอัตราภาษีการบริโภค การเข้าร่วมเจรจา TPP รวมถึงการเปิดเดินเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้ง
ส่วนจีนและเกาหลีใต้แสดงความเป็นห่วงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากการมีรัฐบาลที่มั่นคงซึ่งนำโดยนายอาเบะ โดยมองว่าญี่ปุ่นอาจเป็นปัจจัยที่จะลดเสถียรภาพของชุมชนระหว่างประเทศและต้องจับตาการเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามบุคคลภายในรัฐบาลของทั้งสองประเทศแสดงความคาดหวังว่ารัฐบาลที่มั่นคงของญี่ปุ่นจะเปิดเส้นทางสู่ความพยายามในระยะยาวเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดนี้ได้
-------------------
This news was published on July 24, 2013.
Source: http://e.nikkei.com/e/fr/tnks/Nni20130724D23HH856.htm
