เศรษฐกิจที่มีส่วนร่วมจากผู้หญิงไม่เพียงพอที่จะรองรับวิกฤติประชากรของญี่ปุ่น

นโยบายเศรษฐกิจที่มีส่วนร่วมจากผู้หญิงของนายอาเบะเป็นนโยบายที่ได้รับการชื่นชม ตั้งแต่ที่นายอาเบะเข้าสู่ตำแหน่งได้กระตุ้นให้ในปี 2020 บริษัทในญี่ปุ่นต้องมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งผู้จัดการอาวุโสอย่างน้อย 30% ทั้งยังส่งเสริมให้มีสถานรับเลี้ยงเด็กเพื่อช่วยให้ผู้หญิงสามารถกลับไปทำงานได้เร็วยิ่งขึ้น
นโยบายดังกล่าวดูเหมือนว่าจะมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับปัญหาทางสังคมของญี่ปุ่น เช่น ประชากรสูงวัย แต่รัฐบาลกลับไม่เดินตามแนวทางของประเทศที่เผชิญวิกฤติปัญหาแบบเดียวกันคือเป็นการเปิดประตูสู่การเคลื่อนย้ายประชากรอย่างผิดกฎหมาย แม้ปีที่ผ่านมารัฐบาลจึงผ่อนคลายกฎระเบียบเรื่องการให้วีซ่าและกรีนการ์ดสำหรับชาวต่างชาติที่มีการศึกษาหรือทักษะในระดับสูงแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศมากนัก
ในขณะที่ความท้าทายทางประชากรของญี่ปุ่นทำให้ต้องเผชิญกับคำถามเรื่องการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายซึ่งมีผลต่อการเติบโตในระยะยาว รัฐบาลเชื่อว่าเป้าหมายแรกของญี่ปุ่นคือการผลประโยชน์สูงสุดจากประชากรที่ดำรงอยู่ในประเทศ
แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของประชากรสูงอายุไวที่สุดในโลกแต่ญี่ปุ่นก็มีความกังวลอยู่ลึกๆเกี่ยวกับสถานการณ์ทางสังคมหากจะปล่อยให้มีประชากรสูงอาุจำนวนมาก และเกือบทุกคนเห็นว่าควรจะเผชิญปัญหาดังกล่าวโดยการใช้ทรัพยากรมนุษย์ในประเทศให้ดีขึ้น
ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจที่ผู้หญิงมีส่วนร่วมเพียงอย่างเดียวไม่อาจสามารถจัดการกับวิกฤติขนาดใหญ่นี้ได้ ซึ่งเศรษฐกิจของญี่ปุ่นคาดว่าจะเลวร้ายกว่านี้ถ้าประชากรวัยทำงานของญี่ปุ่นไม่เพิ่มบทบาทสำคัญ โดยผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจจากมหาวิทยาลัย Chuo University กล่าวว่า ในปี 2050 ประชากรประมาณ 95% จำเป็นต้องทำงาน เพื่อให้ประเทศมี GDP ต่อหัวประมาณ 4 ล้านเยน
หากย้อนกลับไปในปี 2010 มีประชากรวัยทำงานที่มีงานทำเพียง 77% นั่นหมายความว่าญี่ปุ่นมีทางเลือกน้อยมากในการส่งเสริมการทำงาน หรือจะยอมมีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ต่ำลง เนื่องจากประเทศเผชิญกับภาวะการมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นจกาเงินบำนาญและค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ โดยคาดว่าจะมีสัดส่วนการใช้จ่ายเพิ่มเป็น 39% ของงบประมาณในปี 2050 ซึ่งเพิ่มจาก 24% ในปีที่ผ่านมา
โดยประชากรวัยทำงาน ซึ่งมีอายุ 15 - 64 ปี คาดว่าจะลดลงเป็น 52% ในปี 2050 เมื่อเทียบกับปี 2012 ที่มีสัดส่วน 63% นั่นหมายความว่าในปี 2050 มีสัดส่วนวัยแรงงาน 1.3 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน เมื่อเทียบกับปี 2012 ที่มีวัยแรงงาน 2.6 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน
นอกจากนี้การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายกำลังเป็นประเด็นอ่อนไหวในทางการเมืองของญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติเข้ามาทำงานและมีบทบาททางสังคมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปัจจุบันวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยทำงานหางานทำยากขึ้น ขณะที่โรคหวาดกลัวชาวต่างชาติก็เพิ่มสูงขึ้น ผู้ลักลอบเข้าเมืองชาวเกาหลีเผชิญกับการดูแลที่รุนแรง กลุ่มชาตินิยมใหม่ชาวญี่ปุ่นจัดการรณรงค์ต่อต้านร้านอาหารเกาหลีหลายครั้งในรอบปีที่ผ่านมา
จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการรับมือกับปัญหาเหล่านี้และส่งเสริมการทำงานโดยวัยแรงงานเพศหญิงคือ กระตุ้นประชาชนวัยสูงอายุให้ออกไปทำงานมากขึ้น และตลาดแรงงานของญึ่ปุ่นก็ควรพร้อมที่จะรับกลุ่มนี้เข้าทำงานด้วย
ในกรณีของการฝึกการทำงานของนักศึกษาจบใหม่ในบริษัทพบว่านักศึกษาที่มีโอกาสฝึกงานในบริษัทสามารถที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมและมีโอกาสเข้าทำงานได้มากกว่านักศึกษาที่ไม่ได้ฝึกงานที่ทำให้เผชิญกับความยากลำบากในการหางานทำ
ฝ่ายออกกฎหมายควรพยายามสร้างตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้กับแรงงานวัยสูงอายุและผู้หญิงให้สามารถกลับเข้าไปทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้นทั้งยังควรเปิดโอกาสให้ญี่ปุ่นมีพื้นที่การทำงานสำหรับแรงงานอพยพมากขึ้นด้วย
---------------------
Writer: Mari Iwata
This news was published on December 12, 2013.
