ผู้หญิงเป็นเสมือนสิ่งกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในเดือนเมษายนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะได้พบปะกับตัวแทนสื่อมวลชนและกลุ่มธุรกิจ และเปิดเผยกลยุทธ์การสร้างการเติบโตที่จะมาจากการเพิ่มบทบาทการทำงานของผู้หญิงให้มากขึ้น โดย จัดทำแผน การมีส่วนร่วมเชิงรุกโดยผู้หญิง ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจและองค์ประกอบสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจทั้งสามด้าน หรือ อาเบะโนมิกส์ ทั้งยังประกาศแนวทางการริเริ่มสำคัญ 3 ประการ เพื่อยกระดับบทบาทของผู้หญิงในฐานะกำลังแรงงาน ทั้งนี้ผู้เขียนบทความมีความเห็นต่ออนวทางดังกล่าวคือ
- ขจัดความไม่เพียงพอของศูนย์ดูแลเด็กซึ่งถือเป็นสาธารณูปโภคทางสังคมซึ่งรัฐบาลต้องเข้ามาสนับสนุนให้เพียงพอเพื่อให้ผู้หญิง/มารดาสามารถเข้าสู่ระบบการทำงานได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยให้ผู้หญิงสามารถขยายบทบาทการทำงานในฐานะกำลังแรงงานได้
- ขยายเวลาการลาคลอด/ลาเพื่อเลี้ยงดูบุตรหลังคลอดตามกฎหมาย จากเดิม 18 เดือนเป็น 3 ปี ในกรณีการขยายระยะเวลาการลานี้ ผู้เขียนบทความเห็นว่าอาจส่งผลในทางตรงกันข้ามต่อผลิตผลของบริษัทและจุดยืนที่ต้องการให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในที่ทำงาน ทั้งยังเกิดคำถามว่า ผู้หญิงจะสามารถกลับเข้าไปทำงานได้หรือไม่ภายหลังจากการลาเป็นเวลานาน รวมถึงต่อประเด็นความก้าวหน้าของผู้หญิงในการทำงาน นอกจากนี้ผู้ชายเองก็ต้องการแสดงบทบาทความเป็นพ่อแต่ไม่มีใครให้ความสำคัญต่อเสรีภาพในฐานะพลเมืองที่ต้องการให้มีการรับรองสิทธินี้ตามกฎหมายด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนเสนอว่า หนทางที่ดีที่สุดที่จะส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการทำงานของผู้หญิงนั้นไม่ควรส่งเสริมการลาเลี้ยงดูบุตร 3 ปี แต่ควรต้องสร้างศูนย์ดูแลเด็กให้มีความพร้อมมากขึ้นและกระจายให้ครอบคลุมพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์ดูแลสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 24 เดือน
- กำหนดเป้าหมายว่าต้องมีผู้หญิงอย่างน้อย 1 คนในตำแหน่งบริหารของแต่ละบริษัท สำหรับประเด็นนี้ผู้เขียนเห็นว่าเป็นไปได้ว่าถ้าบริษัทใดมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งบริหารจะทำให้บุคลากรส่วนอื่นๆที่เป็นผู้หญิงมีคุณลักษณะการทำงานที่ดีขึ้นได้ อย่างไรก็ตามเราต้องการโอกาสในการทำงานที่มีความเสมอภาคทางเพศที่นอกเหนือจากกฎหมาย เช่น รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาผลักดันให้แต่ละบริษัทจัดทำแผนปฏิบัติการ การออกแบบการฝึกอบรม และระบบการประเมินที่เป็นธรรม เป็นต้น
สุดท้ายผู้เขียนบทความเสนอว่า การสร้างการมีส่วนร่วมในการทำงานของผู้หญิงนั้นจำเป็นต้องเปลี่ยนทัศนคติและความคาดหวังในการทำงานต่อพนักงานของบริษัท รวมถึงรูปแบบการทำงานนอกเวลาที่บริษัทคาดหวัง เนื่องจาก วัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นเองพนักงานทำงานประจำจะใช้เวลาการทำงานมากและเกินเวลาในแต่ละวันซึ่งเหมาะกับผู้ชายแต่จะลำบากมากสำหรับผู้หญิงที่มีบุตร เราจะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่กลับไปทำงานแล้วจะไม่สามารถรักษาวิถีปฏิบัติของความเป็นแม่ได้ ซึ่งผู้เขียนเสนอว่าแนวปฏิบัติที่สำคัญเร่งด่วนคือ การขจัดความไม่เพียงพอของศูนย์ดูแลเด็ก
-------------------
Writer: Iwata Kimie
This news was published on July 16, 2013.
Originally written in Japanese on June 10, 2013.
