ช่วงเวลาสำหรับการพิจารณาปรับระบบความมั่นคงทางสังคมอย่างรอบคอบ
ผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบความมั่นคงทางสังคมของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก โดยอ้างว่ามันได้นำไปสู่อัตราการมีอายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) ในระดับสูงเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามระบบดังกล่าวกำลังถูกจับตามอง เนื่องจากมีทิศทางสนับสนุนผู้สูงอายุ แต่ในขณะที่ญี่ปุ่นมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องหันมาให้ความสนใจและปรับนโยบายให้อยู่ในภาวะสมดุลเพื่อให้สามารถดูแลสวัสดิการด้านอื่นๆได้อย่างเหมาะสมด้วย เช่น คนว่างงาน คนพิการที่มีรายได้น้อย หรือใช้เพื่อประโยชน์สำหรับเด็ก
ครึ่งหนึ่งของงบประมาณความมั่นคงทางสังคมจำนวน 110 ล้านล้านเยนนั้นเป็นเงินบำนาญทั้งหมด โดยตามข้อมูลของรัฐบาลพบว่า เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เช่นใน สหรัฐอเมริกา เยอรมันนี ฝรั่งเศสและอังกฤษ งบประมาณส่วนนี้จะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30
ระบบสวัสดิการที่ให้ความสำคัญกับอายุนี้ได้ช่วยขยายช่วงชีวิตของชาวญี่ปุ่นให้ยืนนานขึ้น แต่ระบบดังกล่าวกลับแย่งชิงงบประมาณในการดูแลเด็กมาให้กลุ่มประชากรที่สูงวัยแทน เพื่อให้ความสำคัญกับปัญหานี้ คณะที่ปรึกษาของรัฐบาลได้นำเสนอรายงานเพื่อให้มีการทบทวนการใช้งบประมาณเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงการใช้กลไกด้านเงินฝากเพื่อเป็นมาตรการส่งเสริมอัตราการเกิดของประเทศ โดยรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะได้แสดงการตอบรับและนำปัญหานี้มาพิจารณา
ขณะที่นักการเมืองบางส่วนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการตัดลดงบประมาณในส่วนนี้เนื่องจากอาจจะกระทบกับกลุ่มผู้สนับสนุนซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญ ทั้งยังคัดค้านการกระทำใดๆ ที่อาจเป็นการตัดลดสวัสดิการของผู้สูงอายุซึ่งถือเป็นคะแนนเสียงสำคัญในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม่มีแนวโน้มที่จะมีการเลือกตั้งในระดับชาติภายในสามปีนี้ และนี่อาจเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สามารถดำเนินการบางอย่างกับสวัสดิการส่วนนี้ได้
ข้อเสนอจากคณะที่ปรึกษาของรัฐบาลระบุว่า ผู้มีอายุ 70-74 ปีถูกคาดหวังว่าจะสามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ร้อยละ 20 แทนการจ่ายเพียงร้อยละ 10 เช่นในปัจจุบัน ทั้งนี้แม้จะไม่มีความชัดเจนของการบังคับใช้แต่คาดว่าน่าจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในช่วง เมษายน 2014 ถึง มีนาคม 2018 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการลดสวัสดิการทางการแพทย์กับบุคคลที่มีฐานะมั่งคั่ง
อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถกำหนดช่วงเวลาที่ชัดเจนสำหรับการตัดลดต้นทุนในขั้นต่อๆไป เช่น การปรับผลประโยชน์เกี่ยวกับเงินบำนาญให้สอดคล้องกับระยะเวลาการทำงานและอายุคาดเฉลี่ย (life expectancy) หรือการตัดเงินบำนาญสำหรับประชาชนที่มีฐานะมั่งคั่ง ทั้งนี้แผนการคลังระยะกลางของรัฐบาลที่ได้รับการอนุมัติจากนายอาเบะเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมาระบุว่า จำเป็นต้องควบคุมงบประมาณรายจ่ายด้านความมั่นคงทางสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะที่คณะที่ปรึกษาด้านแผนการปฏิรูปความมั่นคงทางสังคมสันนิฐานว่า การขาดแคลนงบประมาณดังกล่าวจะสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 10% ขณะที่นายอาเบะยังไม่ต้องการให้ปรับเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้รายงานเกี่ยวกับความมั่นคงทางสังคมยังไม่ได้ระบุว่ามาตรการใดจะสามารถจัดการปัญหาได้อย่างครอบคลุม แต่ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงทางสังคมได้เพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านล้านเยน จึงยิ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูปงบประมาณของประเทศ
-----------------
Writer: Mitsuru Obe
Thisnews was published on: August 23, 2013.
Source: http://blogs.wsj.com/japanrealtime/2013/08/23/time-to-discretely-rebalance-social-security/
