ความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (ODA) ด้านสาธารณสุขของญี่ปุ่น
ในแต่ละปีมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา (Development Assistance Committee: ODA) แก่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ประมาณ 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยประเทศที่บริจาคเงินเพื่อการพัฒนามากที่สุดได้แก่ สหรัฐฯ ซึ่งใช้เงินไปกว่า 28,300 ล้านเหรียญ/ปี ขณะที่ญี่ปุ่นจัดสรร ODA ประมาณ 15,600 ล้านเหรีญสหรัฐ/ปี ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแนวโน้มการให้ ODA ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับปีที่มี ODA สูงที่สุดในปี ค.ศ. 1997
สำหรับ ODA ด้านสาธารณสุข มีการจัดสรรโดยคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.1 ของงบประมาณ ODA ทั้งหมด ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศสมาชิกของคณะกรรมการเพื่อการช่วยเหลือและการพัฒนา (Development Assistance Committee: DAC) ขององค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development: OECD) แม้ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาจำนวนงบประมาณที่ให้ความช่วยเหลือระหว่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้นถึง 5 เท่า แต่ตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 งบประมาณที่ได้รับการจัดสรรเพิ่มขึ้นน้อยมาก ซึ่งอาจส่งผลให้ญี่ปุ่นมีความเสี่ยงต่อการไม่ได้เป็นผู้นำด้านสาธารณสุขในระดับโลกอีกต่อไป
ในอดีตญี่ปุ่นมีบทบาทในการส่งเสริมและพัฒนาด้านสาธารณสุขในระดับโลก เช่น การผลิตวัคซีนไข้ทรพิษ การพัฒนาด้านสาธารณสุขเพื่อลดการเกิดโรคโปลิโอ รวมถึงโรคติดเชื้อต่างๆ ในภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในปี 2008 ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเองก็มีบทบาทสำคัญในการจัดหากองทุนเพื่อต่อสู้กับโรคเอดส์, วัณโรค และ มาลาเรีย
ขณะที่ปัจจุบันญี่ปุ่นสามารถจัดบริการสาธารณสุขที่มีต้นทุนต่ำแก่ประชาชนอันส่งผลให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ประชาชนมีอายุขัยสูงที่สุดในโลก และได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศที่มีระบบการดูแลสุขภาพดีที่สุดในโลก ทั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนพบว่า 73.1 % ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่า ญี่ปุ่นควรเพิ่มและให้ความสำคัญกับ ODA ด้านสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับภาคธุรกิจที่มองว่า ปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่ญี่ปุ่นจะได้ประโยชน์จากการดำเนินนโยบายเชิงกลยุทธ์ด้านสาธารณสุขทั้งเพื่อญี่ปุ่นเองและเพื่อชุมชนระหว่างประเทศไปพร้อมๆ กัน


----------------------
Writer: Kanamori Sayako
The english version was published on May 30, 2013.
Originally written in Japanese on May 20, 2013.
Source: http://www.nippon.com/en/column/g00104/
