NEWS ニュース

การฑูตของผู้นำจีนและภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิค

2,096 views

เดือนตุลาคมที่ผ่านมามีการจัดการประชุมทางการฑูตระดับสูงหลายครั้ง ได้แก่ ​การประชุมผู้นำ APEC, TPP, ASEAN, ASEAN-Japan, ASEAN+3 และ East Asia Summit แล้วผลของการประชุมทั้งหลายนี้มากหรือน้อยกว่าที่คาดหวัง

การประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ยืนยันความตั้งใจที่จะสร้างเขตการค้าเสรีของเอเชียแปซิฟิค แต่การประชุมระดับผู้นำของ TPP กลับจบลงโดยไม่ได้สร้างความหวังในข้อตกลงกว้างๆ ของข้อตกลงทางการค้าที่มีลักษณะกว้างขวาง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ผู้นำสหรัฐฯ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้เนื่องมาจากกรณีรัฐบาลปิดทำการ (government shutdown) 

ขณะที่ในการประชุม East Asia Summit ผู้เข้าร่วมการประชุมต่างแสดงการสนับสนุนการเจรจาที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างคู่ค้าทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวางในระดับภูมิภาคที่มีอาเซียนเป็นศูนย์กลาง ทั้งยังมีความก้าวหน้าในการจัดการประเด็นพิพาทในทะเลจีนใต้ระหว่างอาเซียนกับจีนตามข้อปฏิบัติทางทะเล (Code of Conduct)

โดยในช่วงเดือนตุลาคมนี้ผู้นำจีนได้พยายามเจรจาแบบทวิภาคีกับผู้นำประเทศต่างๆ ได้แก่ การเจรจาความร่วมมือด้านการทหารกับประเทศอินโดนีเซียเมื่อ 2 ตุลาคม, วันที่ 4 ตุลาคมประธานาธิบดีของจีนพบกับนายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ซึ่งทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในความร่วมมือด้านการทหาร, 13-15 ตุลาคม นายกรัฐมนตรีของจีนเยือนเวียดนามเพื่อจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อการพัฒนาในทะเลจีนใต้, 23 ตุลาคม นายกรัฐมนตรียังลงนามความร่วมมือเพื่อการป้องกันเขตแดนแบบทวิภาคีกับนายกรัฐมนตรีของอินเดีย จากบริบทดังกล่าวทำให้นักวิพากวิจารณ์และสื่อมวลชนต่างชี้ว่า ความสัมพันธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนกับอินเดียวและเอเซียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งผู้เขียนบทความเห็นว่าตราบใดที่จีนยังคงพยายามเปลี่ยนสถานภาพเดิมด้วยการกดดันผ่านสถานะแบบมหาอำนาจของประเทศเหล่าประเทศเพื่อนบ้านก็จะเคลื่อนไหวต่อต้านเป้าหมายแห่งความทะเยอทะยานนั้น

การเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อความทะเยอทะยานของจีน เช่น

เวียดนาม กำลังทำงานร่วมกับรัสเซียเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและบำรุงรักษาอุปกรณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อกองทัพเรือต่างชาติที่อ่าว Cam Ranh โดยได้มีการสั่งซื้อเรือดำน้ำจากรัสเซียและตัดสินใจสร้างฐานทัพเรือดำน้ำร่วมกัน นอกจากนี้ในการประชุมนอกรอบระหว่างเวียดนามกับญี่ปุ่นที่ที่ประชุม APEC ผู้นำญี่ปุ่นและเวียดนามมีข้อตกลงแบบทวิภาคีร่วมกันด้านความมั่นคงทางทะเล

อินโดนีเซีย ได้มีการจัดตั้งฐานทัพเรือที่เกาะสุลาเวสีอันเป็นตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่เชื่อมกับมหาสมุทรแปซิฟิกและอินเดีย โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนเรือดำน้ำเป็น 10 ลำหรือมากกว่านั้นในปี 2024

ประเทศอินเดียตอบรับการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์จากรัสเซียในปี 2012 ทั้งยังมีความร่วมมือเพื่อสร้างท่าอากาศยานเพื่อการขนส่งทางอากาศกับรัสเซีย และผู้นำทั้งสองประเทศยังเห็นชอบในการสร้างเสริมความร่วมมือทางการทหารและการพัฒนาเครื่องบินรบร่วมกันอีกด้วย

สำหรับสหรัฐฯ การไม่สามารถเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั้นไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการให้ความสำคัญกับเอเซีย เนื่องจากสหรัฐฯยังคงมีเป้าหมายที่จะเพิ่มการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างฐานทัพเรือในมหาสมุทรแอนแลนติกและมหาสมุทรแปซิฟิค จากเดิมที่เคยจัดสรรเท่าๆ กันเป็นให้สัดส่วนงบประมาณแก่ด้านมหาสมุทรแปซิฟิคเพิ่มขึ้นเป็น 60% ทั้งยังเสริมสมรรถนะทางทหารในภูมิภาคเพิ่มขึ้น

ขณะที่ญี่ปุ่นได้สนับสนุนฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และเวียดนามด้านการสร้างความเข้มแข็งด้านความปลอดภัยทางทะเลด้วยความช่วยเหลือในการจัดหาเรือลาดตระเวน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นหนึ่งในความร่วมมือกับสหรัฐฯ เพื่อฟื้นคืนความสมดุลทางทหาร

สำหรับญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ยังมีความร่วมมือด้านการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยสันติเป็นระยะเวลา 30 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดลงในปี 2018 นี้ ผู้เขียนบทความเห็นว่าเนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุเก่ียวกับนิวเคลียร์ทำให้ญี่ปุ่นต้องเร่งพัฒนานโยบายเกี่ยวกับพลังงานและทบทวนมาตรการด้านพลังงานนิวเคลียร์ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยในระดับนานาชาติ

 

--------------------------

Writer: Shiraishi Takashi

Originally written in Japanese on November 12, 2013.

This news was published on November 20, 2013.

Source: http://www.nippon.com/en/editor/f00024/

Login