จีนไม่สามารถอยู่คนเดียวได้: คำแนะนำจากเพื่อนที่เป็นห่วง
จีนได้แสดงบทบาทอย่างแข็งกร้าวทั้งการอ้างอธิปไตยเหนือหมู่เกาะเซนกากุในทะเลจีนตะวันออกกับญี่ปุ่น รวมถึงหมู่เกาะสแปรตลีย์และหมู่เกาะพาราเซลในทะเลจีนใต้ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศเวียดนามและฟิลิปปินส์ ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกรู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ขณะที่มีสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์อันดีของจีนกับอัฟริกา นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภายในประเทศ พบว่า จีนกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น การคอรัปชั่น ความเหลื่อมล้ำของรายได้ มลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่รัฐบาลจีนมีความล่าช้าในการแก้ปัญหาดังกล่าว
เนื่องจากผู้เขียนบทความเคยทำงานเพื่อส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี เติ้ง เสี่ยว ผิง เมื่อ 30 ปีก่อน จึงมีความเป็นห่วงสภาพการณ์ในปัจจุบันของจีนเป็นอย่างมาก และแสดงความเห็นว่าเกรงว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะนำไปสู่การการแบ่งแยกระหว่างประเทศและความไม่มีเสถียรภาพภายในประเทศ กล่าวคือ
เนื่องจากโลกคาดหวังว่าจีนจะมีความก้าวหน้าอย่างสันติภายใต้กติการะหว่างประเทศ อีกทั้งประเทศหมายเลขสองของโลกเช่นจีนควรต้องร่วมรับผิดชอบต่อการรักษาระเบียบโลกในปัจจุบัน
แต่การณ์กลับตรงกันข้ามเมื่อผู้ว่าการธนาคารกลางของไนจีเรียกล่าวว่า รูปแบบการลงทุนของจีนเป็นการสร้างจักรวรรดินิยมรูปแบบใหม่ เนื่องจากการเพิ่มการลงทุนและการปล่อยกู้ของจีนในอัฟริกาเป็นการสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติของจีนเอง อีกทั้งการส่งออกสินค้าราคาถูกจากจีนมายังอัฟริกากำลังทำลายการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ และการใช้แรงงานราคาถูกจากจีนในการดำเนินโครงการต่างๆ นั้นหมายถึง การมีงานเพียงเล็กน้อยสำหรับคนท้องถิ่นและการถ่ายโอนทักษะเพียงน้อยนิด
สำหรับปัญหาภายในประเทศ รัฐบาลจีนแก้ไขปัญหาการคอรัปชั่นของรัฐและความโกรธเคืองของประชาชนด้วยการประกาศลดความฟุ่มเฟือยอย่างเป็นทางการ รวมถึงจำกัดการบริโภคไวน์และอาหาร อย่างไรก็ตามประเทศจีนปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ จึงไม่มีองค์การที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ ทั้งยังเพิ่มระดับการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชนผ่านสื่อต่างๆ
นอกจากนี้ ยังมีช่องว่างความแตกต่างของรายได้ที่ต่างกันมาก โดยชาวจีนร้อยละ 10 ถือครองความมั่งคั่งมากกว่าร้อยละ 80 ของประเทศ ขณะที่จีนไม่มีภาษีทรัพย์สินหรือภาษีมรดกเช่นในญี่ปุ่น
สำหรับสภาพสังคมจีนมีผู้สูงอายุมากขึ้น ประกอบกับนโยบายลูกคนเดียวที่ทำให้วัยทำงานเริ่มมีจำนวนลดลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตลดลงด้วย
ขณะที่มลพิษด้านสิ่งแวดล้อมนั้นน่าเป็นห่วงมาก ทั้งควันจากโรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะโดยเฉพาะในปักกิ่งที่มลพิษทางอากาศส่งผลต่อความสามารถในการมองเห็นในช่วงฤดูหนาว รวมถึงมีปัญหาการปนเปื้อนของแหล่งน้ำผิวดินโดยเฉพาะในเมืองใหญ่
ผู้เขียนบทความสรุปว่า ถ้าปัญหาเหล่านี้ยังคงเป็นในรูปแบบนี้ต่อไป มันจะเพิ่มความรุนแรงของการโฆษณาชวนเชื่อในประเด็นการต่อต้านญี่ปุ่นผ่านการสอนประวัติศาสตร์ รวมถึงการยัดเยียดความคิดชาตินิยมแก่ประชาชน โดยจะเห็นได้จากข้อมูลจากแหล่งข่าวในจีนกล่าวว่าในปีที่ผ่านมาในประเทศจีนมีการผลิตภาพยนต์รักชาติที่มีเนื้อหาต่อต้านญี่ปุ่นประมาณ 200 เรื่อง ทั้งยังมีละครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวออกอากาศในช่วงเวลาที่มีผู้ชมจำนวนมาก จำนวนกว่า 70 เรื่อง
ผลจากการรับรู้สื่อดังกล่าวของประชาชนชาวจีน ทำให้กองทุนซาซาคาวาซึ่งเป็นกองทุนที่ส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและญี่ปุ่น ที่มีการมอบทุนการศึกษาจำนวน 20 ทุนแก่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยในจังหวัดต่างๆของจีน เพื่อเข้าร่วมโครงการ แต่ผู้ปกครองของนักศึกษาบางส่วนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเนื่องจากเห็นว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่อันตราย
ขณะที่หน่วยงานของรัฐบาลจีนไม่สามารถควบคุมความไม่พอใจของประชาชนต่อการต่อต้านญ่ีปุ่นได้แม้ว่าจะมีการต่อต้านน้อยกว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ มลพิษ และการเวนคืนที่ดินก็ตาม
ความไม่พึงพอใจของประชาชนที่มากขึ้นทั้งต่อปัญหาภายในและภายนอกประเทศจึงมักพบการเดินขบวนเพื่อโจมตีบริษัทของญี่ปุ่น และการคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่น จึงเป็นที่น่าสนใจว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ที่มีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์เพื่อสร้างความเสมอภาคทางสังคมกำลังถูกโจมตีด้วยความไม่พอใจของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้นจากช่องว่างของรายได้ระหว่างคนรวยและคนจน รวมถึงความต้องการให้ได้มาซึ่งสิ่งกฎหมายเมื่ออยู่ในอำนาจ
กล่าวได้ว่า กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ผู้นำจีนอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่นว่าเปรียบเสมือนเพื่อนบ้านที่ถูกแบ่งแยกโดยสายน้ำ ทั้งยังเน้นว่าต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์แบบทวิภาคี แต่กระแสการต่อต้านญี่ปุ่นกำลังล้มความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในอดีต การดำเนินนโยบายชาตินิยมกลับยิ่งจำกัดทางเลือกเชิงนโยบาย ดังนั้นในยุคโลกาภิวัตรนี้จีนไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ จีนและญี่ปุ่นควรต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่ออนาคตผ่านการสนทนากันมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ กล่าวอยู่เสมอว่า ญี่ปุ่นเปิดกว้างเสมอสำหรับการสนทนากับจีน และหวังจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นที่มีเสถียรภาพ
-------------------
Writer: Sasakawa Yōhei
This news was published in english on 2013, July 12.
The english version was translated from an published article in Sankei Shimbun on 2013, July 1.
